This is default featured slide 1 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 2 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 3 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 4 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

This is default featured slide 5 title

Go to Blogger edit html and find these sentences.Now replace these sentences with your own descriptions.

Complete English

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2556

อ่านอังกฤษแล้วไม่เข้าใจ ภาค 2




อ่านอังกฤษแล้วไม่เข้าใจ ภาค 2


กรุณาอ่าน "อ่านบทความอังกฤษแล้วไม่เข้าใจ ทำไงดี (ภาค 1)" ซึ่งอยู่ด้านล่างครับ (ถัดลงไป 4 หัวข้อครับ) ก่อนอ่านบทความนี้
"คือแบบว่าการอ่านแบบนั้น [การใช้ใจอ่าน] คงต้องเป็นคนที่คล่องภาษาแล้วไม่ใช่เหรอครับ บางคำยังไม่รู้เลยว่ามันออกเสียงยังไง จำรูปเอาแล้วเข้าใจความหมายเลยหรือครับ"
ปัญหาอาจจะอยู่ที่คุณอ่านบทความที่ยากเกินไปครับ เลยอยากจะแนะนำว่าให้ “อ่านบทความง่ายๆ ก่อน” ครับ จะได้ไม่ท้อ (กำลังใจเนี่ย เป็นเรื่องสำคัญของการเรียนรู้ ) เมื่ออ่านจบแล้ว พยายามทำความเข้าใจโดยการไม่ต้องไปสนใจคำศัพท์ที่ไม่รู้ ถ้า


1. ยังไม่เข้าใจ - ก็กลับไปที่บทความ แล้วลองเดาความหมายจากปริบท (context) ถ้าไม่สามารถเดาได้ก็เปิด dic หาศัพท์คำที่ไม่รู้ แล้วกลับไปอ่านใหม่ดู หลังจากเรารู้คำศัพท์แล้วเราเข้าใจหรือเปล่า
2. เข้าใจ - ก็กลับไปที่บทความ แล้วลองเดาความหมายจากปริบท (context) ถ้าไม่สามารถเดาได้ก็เปิด dic หาศัพท์คำที่ไม่รู้
เน้นว่าขอให้อ่านจบแล้วนะครับ เพราะว่าคุณต้องแยกการอ่าน กับ การหาความหมายของคำศัพท์ เป็นสองกระบวนการ (พยายามแบ่งมันเป็น 2 กระบวนการ ก็คือมันมี 2 จุดประสงค์นั้นเอง 1. อ่านเพื่อจับความ 2. เพื่อคำศัพท์ ต้องแยกให้ออกครับ)
"รู้สึกดีขึ้นตรงที่บอกว่าคำบางคำไม่ต้องไปสนใจมัน"
ตรงนี้โดย “ส่วนตัว” ผมไม่ค่อยสนใจศัพท์ที่ไม่รู้ มองข้ามไปเลยคงไม่หยุดแล้วเดาความหมาย เพราะว่าจุดประสงค์ของผมไม่ได้ต้องการรู้ศัพท์คำนั้น แต่ผมต้องการรู้ว่าเรื่องพูดเกี่ยวกับอะไร หลังจากรู้เรื่องแล้ว ผมค่อยกลับไปที่ศัพท์พวกนั้น (เห็นมั้ยครับ พยายามแบ่งมันเป็น 2 กระบวนการ แยกให้ออกครับ)
ลองดูตัวอย่างที่ผมเพิ่งเจอกับตัวเองเมื่อคืนเลยแล้วกัน (มันเหมาะเจาะดีจริงๆ เล้ย)
เมื่อคีนนั่งอ่านหนังสือเรื่อง “นิทานวานบอก” ของ ดร. กุสุมา รักษมณี (ขอทำตัวเป็นเด็กอ่านนิทานหน่อยแล้วกันเน้อ) ปรากฎว่าอ่านเจออยู่เรื่องนึงเล่าว่า:
“วันหนึ่งสุนัขออกไปหาอาหาร พบกวางดำตัวใหญ่น่าเกรงขาม สุนัขจึงยิ่งหนีกลับมายังอาศรม ฤษีรู้ว่าสุนัขอยากมีกำลังเหนือกว่ากวางใหญ่เพื่อจะได้ไม่ต้องเป็นฝ่ายหนี ฤษีก็เห็นใจ ชุบให้เป็น ‘มฤคใหญ่มหิมามีมหันตพละยิ่งกว่าชาติมฤค’ สุนัขในร่างมฤคก็ปลื้มเปรมใจ” (หน้า 39-40)
ตอนอ่านเนี่ย ไม่รู้เลยว่า “มฤค” แปลว่าอะไร ผมก็ไม่สนใจนะ อ่านต่อไป เพราะว่าไอ้ศัพท์ตัวเดียวไม่ได้ทำให้ผมอ่านไม่รู้เรื่องนี่หน่า รู้แค่ว่าหมา (ขอภาษาชาวบ้านแล้วกัน) ตัวนี้มันมีกำลังมากๆๆ (มหิมา) มากกว่ากวางจนมันปลื้มใจก็พอแล้ว พอจบเรื่องนิทานแล้วพอถึงกลิกกลับมาดู ออที่แท้ “มฤค” แปลว่ากวาง จากปริบท (ยังไม่ได้เปิดพจนานุกรมนะครับ ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วเนี่ย เขียนเสร็จคงต้องไปเปิดจะได้มั่นใจว่าเรา “เดา” ถูก??)
เห็นไหมครับ มันแบ่งออกเป็น 2 ส่วน 1. เข้าใจเรื่อง 2. เข้าใจศัพท์ อย่าลืมแยกให้ออกแล้วกันเน้อ ส่วนตอนนี้ขอตัวไปเปิดพจนานุกรมก่อน . . .
w-bpf (w.bpf@attbi.com)


โดย : นาย เกียรติพงศ์ ฤกษ์วันชัย, อดีตนร. รร. ศรีพฤฒา, วันที่ 8 มิถุนายน 2545

20 เคล็ดลับเรียนภาษาอังกฤษให้เก่ง

เคล็ดลับการเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ผลดี

 

 


20 เคล็ดลับในการเรียนภาษาอังกฤษให้ได้ผลดี
1.ความเกี่ยวเนื่อง: ถ้าคุณจัดคำศัพท์ออกเป็นหมวดหมู่ขึ้นอยู่กับความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันระหว่างศัพท์แล้วเขียนออกมาเป็นแผนผังจะทำให้คุณจำคำศัพท์ได้ง่ายขึ้น
2.เขียน: การ นำคำศัพท์นั้นมาใช้จะทำให้คุณจำได้ฝังใจยิ่งขึ้น ลองเขียนแต่งประโยคโดยนำศัพท์ใหม่ที่เรียนนั้นมาประกอบหรือแต่งเรื่องโดยใช้ กลุ่มคำ
ศัพท์หรือสำนวนที่เรียนอยู่
3.วาดรูป: ดึงวิญญาณศิลปินในตัวคุณออกมาใช้ โดยการวาดรูปที่แสดงถึงศัพท์ที่คุณเรียนอยู่ ภาพที่คุณวาดจะช่วยกระตุ้นความ
ทรงจำถึงศัพท์นั้นในอนาคต
4.แสดง: แสดงท่าทางประกอบคำศัพท์หรือสำนวนที่คุณกำลังเรียนอยู่ หรือจินตนาการว่าคุณจะแสดงออกอย่างไรในสถานการณ์ที่คุณต้องใช้ศัพท์คำนั้น
5.สร้าง: ออก แบบ flashcards ศัพท์ภาษาอังกฤษพร้อมความหมายแล้วเปิดอ่านหรือท่องในยามว่าง ทำเล่มใหม่ขึ้นทุกอาทิตย์และอย่าลืมทบทวนอันเก่าไปพร้อมๆ กันด้วย
6.ความสัมพันธ์: กำหนดแต่ละสีให้แต่ละคำศัพท์ ความสัมพันธ์ของแต่ละคู่จะช่วยให้คุณจำศัพท์นั้นได้แม่นขึ้นเมื่อนึกถึงคำนั้นในคราวต่อไป
7.ฟัง: นึกถึงศัพท์คำอื่นที่ออกเสียงคล้ายๆ กับคำศัพท์ใหม่ที่พยายามเรียนอยู่ ใช้ความสัมพันธ์ตรงจุดนี้ในการช่วยให้คุณจำการออกเสียงของคำใหม่นั้น
8.เลือก: จำ ไว้ว่าการเรียนในหัวข้อที่คุณชอบหรือสนใจจะทำให้คุณรู้สึกว่ามันง่ายขึ้น ฉะนั้นคุณควรใส่ใจในการเลือกคำศัพท์ที่คุณคิดว่ามีประโยชน์หรือน่าสนใจ เพราะแม้แต่กระบวนการเลือกคำที่จะเรียนก็มีผลให้คุณจำได้แม่นและเร็วขึ้น ด้วยเช่นกัน !
9.ข้อจำกัด: คุณ ก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอกที่คนเราจะจำศัพท์ที่มีอยู่ในดิกชันนารี่ทั้ง หมดได้ในวันเดียว เพราะฉะนั้นจำกัดการเรียนศัพท์ใหม่แค่วันละ 15 คำก็พอแล้ว ซึ่งถ้าพยายามจำให้มากคำเกินไปกว่านี้แทนที่มันจะทำให้คุณรู้สึกมั่นใจกลับ จะทำให้คุณสมองตื้อแทน
10.สังเกต: พยายามสังเกตหาคำศัพท์ที่คุณกำลังเรียนอยู่เมื่ออ่านหรือฟังภาษาอังกฤษ

11.ยอมรับความจริง ไม่ มีใครพูดภาษาที่สองได้ตั้งแต่เกิด ทุกคนต้องใช้เวลาในการเรียนรู้กันทั้งนั้น ฉะนั้นอย่าคาดหวังว่าจะต้องเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่เริ่มต้น

12.เรียนรู้ทีละนิด จาก การศึกษาพบว่า การทบทวนเป็นระยะเวลาสั้นๆ อย่างเช่น ในระหว่างทานอาหารเช้า ในขณะอาบน้ำ หรือในขณะเดินทาง จะส่งผลให้คุณจดจำได้ดีกว่า

13.ท่องศัพท์ ยิ่ง คุณรู้ศัพท์มากเท่าไหร่ คุณก็สามารถพูดและเข้าใจได้มากขึ้นเท่านั้น เทคนิคในการจดจำคำศัพท์ คือ พกการ์ดใบเล็กๆที่เขียนคำศัพท์ (ที่มีคำแปลอยู่ด้านหลัง) ไปกับคุณทุกที่

14.ฝึกหัดอย่างจริงจัง อย่าแค่ทำปากขมุบขมิบหรือท่องเอาไว้ใสใจ พูดหรืออ่านออกมาดังๆ ในทุกครั้งที่มีโอกาส เพื่อจะได้ฝึกปากของคุณให้เคยชินกับการออกเสียง
15.ทำการบ้าน การทำการบ้านคือการฝึกฝนทักษะการใช้ภาษาให้เป็นไปอย่างแม่นยำ จนกลายเป็ความชำนาญ และสามารถทำออกมาได้อย่างอัตโนมัติในที่สุด

16. จับกลุ่มเรียน หา เวลาทบทวน ทำการบ้าน หรือแค่ฝึกพูดภาษานั้นๆ กับเพื่อนๆ เป็นประจำ ซึ่งจะช่วยแก้ไขข้อบกพร่องให้กันและกันได้ แถมยังทำคุณจดจำได้แม่นยำยิ่งขึ้นด้วย

17.หาจุดอ่อน คุณ ควรหาจุดอ่อนในการเรียนของตัวเองให้เจอ เพื่อที่จะได้เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ อย่างเช่น ถ้าคุณเป็นคนเงียบๆ และไม่ค่อยมีส่วนร่วมในชั้นเรียน ก็บังคับตัวเองให้เลือกที่นั่งแถวหน้าในห้องเรียนซะ

18.หาโอกาสในการใช้ภาษา เพื่อ สร้างความคุ้นเคยกับภาษานั้นๆ ให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับเจ้าของภาษาเช่าหนังที่พูดภาษานั้นๆ มาดูหรือแม้กระทั่งหาแฟนที่เป็นเจ้าของภาษานั้นซะเลย

19. ทุ่มความสนใจ พูด ง่ายๆ ก็คือ หายใจเข้าออกก็ให้เป็นภาษานั้น เรียนรู้ภาษานั้นๆ ทั้งในและนอกห้องเรียนอย่างจริงจังและเต็มที่ถึงขนาดถึงขนาดถ้าฝันได้ก็อาจ ฝันเป็นภาษานั้นๆ ด้วย

20. ปรึกษาผู้รู้ ถ้า มีปัญหาหรือติดขัดอะไร ก็ต้องสอบถามครูผู้สอนหรือเจ้าของภาษานั้นทันที เพื่อทำลายกำแพงที่เป็นอุปสรรคในการเรียนออกไปให้เร็วที่สุด คุณจะได้ไม่ต้องสะดุดอยู่นานเกินไปซึ่งนั้นอาจทำให้คุณเกิดความเบื่อหน่าย ได้ 
 
ขอบคุณข้อมูล trickenglish.blogspot.com

กฎ 10 ข้อให้เก่งอังกฤษ

 

ตามตำราภาษาอังกฤษ ที่คนไทยเรียนตั้งแต่เด็ก สอนให้คุณ ใช้คำว่า "How are you?" ในการทักว่า "สบายดีหรือ" ถูกมั๊ยครับ แต่ผมถามหน่อยว่า เวลาคนไทยทักกัน เราพูดคำว่า สบายดีหรือ? จริงๆบ่อยแค่ไหน ความจริงแทบไม่ได้พูดแบบนั้นกันด้วยซ้ำ สมัยนี้
เพราะทุกวันที่เราได้ยิน ก็จะทักกันว่า "ว่าไง" "เป็นยังไงบ้าง"

ภาษาอังกฤษก็เหมือนกันครับ ฝรั่งพูด How are you? ฟังดูค่อนข้างเชยๆ เพราะคนอเมริกัน ทักจริงๆจะพูดว่า "How's it going?", "How are you doing" หรือ "What's up?" พวกนี้บ่อยกว่ามาก

ฉะนั้นผมอยากสรุปว่า ภาษาอังกฤษที่เราเรียนจากตำรา ไม่เหมือนภาษาอังกฤษที่เราจะเจอในชีวิตจริงเสมอไป
สิ่งที่เราจะเรียนรู้ได้ คือต้องขวนขวาย หาจากข้างนอกเอาเอง

การเรียนภาษาอังกฤษ ในระบบการศึกษาไทย ยังให้เด็กอ่านแต่แกรมมาร์เป็นส่วนมาก หรือท่องกริยาสามช่อง เพื่อมาสอบ
แต่ ความเห็นของผม ผมคิดว่าการที่จะให้เราเก่งภาษาอังกฤษได้เร็วกว่านั้น คือต้องเริ่มต้นที่การฟัง และเก็บเกี่ยวคำศัพท์ ยิ่งเราฟังมากๆ เราก็จะได้ฝึกทั้งการฟัง และพูดไปในทีเดียว เพราะเราสามารถเลียนเสียงฝรั่งจากที่ได้ยินได้ รวมทั้งคลังคำศัพท์ในสมองของเราก็สำคัญมาก
ถ้าคุณรู้ศัพท์น้อย คุณจะฟังจะอ่านยังไง ก็ไม่เข้าใจความหมาย แล้วอย่างนั้นเราจะพูดจะเขียนออกมาได้อย่างไร

เวลา ผมเขียนบลอคนี้ ผมชอบเขียนพร้อมวิดีโอหรือไฟล์เสียงให้ฟังด้วยเป็นส่วนมาก ถ้าคนที่ติดตามอยู่ ก็จะสังเกตุได้ ว่าบางทีผมเอาจากตัวอย่างหนังมาสอน

หลาย วันก่อนผมไปอ่านหนังสือที่ TK Park (ถ้าว่างก็จะชอบไปที่นี่) ผมก็ไปเจอหนังสือของคุณ Andrew Bigg เล่มนึง คิดว่าเป็น pocket book เล่มแรกแต่จำหน้าปกไม่ได้แล้ว เล่มนั้นเป็น กฏ 10 ข้อ ในการฝึกภาษาอังกฤษครับ ผมจะเอามาบอกต่อ พร้อมอธิบายสั้นๆให้

10 Rules by Andrew Bigg กฏ 10 ข้อ

ข้อ 1. Forget the rule ลืมกฏซะ
นั่น คือเวลาเราพูดภาษาอังกฤษ อย่าไปพะวงเรื่องของภาษาเราจะไม่ถูกไวยากรณ์ หรือใช้กริยาผิดช่อง เพราะฝรั่งเขาไม่เข้มงวดเรื่องนี้เองเลย

ข้อ 2. Make mistake พูดผิดซะ
พูด ไปเถอะครับ ไม่ต้องกลัวผิด ถ้าเราผิดฝรั่งเขาก็เข้าใจครับว่าภาษาอังกฤษเป็น ภาษาที่ 2 ของเรา เขายังยินดีช่วยแก้ให้คุณได้ ถ้าเค้าไม่แก้ให้คุณก็อย่าไปคบเขาเลย

ข้อ 3. Don't translate อย่าแปลตรงตัว
ใช่ ครับภาษาไทยกับอังกฤษ ไม่เหมือนกัน ห้ามไปแปลตรงตัวเช่นบอกว่า ภาษาอังกฤษของผม งูๆปลาๆ My english is snake snake fish fish พูดแบบนี้ฝรั่งงงแน่ๆครับ หรือบอกให้เปิดทีวีว่า open the TV อันนี้ผิดอย่างแรง เครื่องใช้ไฟฟ้าเค้าต้องพูดว่า turn on the TV นะ

ข้อ 4. Keep it simple ใช้ภาษาง่ายๆ
ใช่ เลย จะพูดอังกฤษ คนไทยบางคนต้องคิดเอาให้ภาษาตัวเองดูไฮโซ พยายามใช้คำยากๆแทน เช่นจะไปกินข้าวที่บ้าน I'm going to dine at my house ไม่รู้จะใช้คำนี้ทำไมครับ ใช้ eat สิครับ จบ

ข้อ 5. Could you please slow down กรุณาพูดช้าๆหน่อย
คน ไทยเป็นโรคขี้เกรงใจ หรือ หน้าแตก ครับ ฟังฝรั่งไม่เข้าใจ ก็ยังฟังต่อไป ไม่บอกให้เขารู้ว่าเราไม่เข้าใจ พอเป็นแบบนี้ก็เกิดความเข้าใจผิดทีหลัง หรือเขาสั่งงานมาเราก็ทำไม่ได้เพราะฟังไม่เข้าใจ ไม่ต้องกลัวครับถ้าฟังไม่ทัน ก็ขอให้เขาพูดช้าๆลงหน่อย

ข้อ 6. Relax ทำตัวสบายๆ
คน ไทยเป็นโรคเกร็งเวลาคุยกับฝรั่ง หลายคน ไม่ต้องกลัวครับฝรั่งไม่ใช่ยักษ์ใช่มารที่ไหน เวลาคุยกับเขา ก็หักเป็นฝ่ายซักถามหรือชวนคุยไปเลยครับ เราจะได้ผูกมิตรกับเขา แล้วหมดโรคกลัวนี้ไปได้

ข้อ 7. Listen and Copy ฟังแล้วเลียนแบบ
ผม สนับสนุนมากๆครับ คือฝึกภาษา เราต้องหัดฟังแล้วเลียนแบบ และวิธีที่ดีที่สุดที่ผมชอบคือ ฝึกภาษาอังกฤษจากหนังนั่นแหละ ฝึกฟังแล้วเลียนแบบ เราจะได้ออกเสียงเป็น เผลอๆสำเนียงดีไปในตัวด้วย จะฝึกคำหยาบ คำสบถก็ทำไปเถอะ ถ้ามันช่วยคุณได้

ข้อ 8. Guess เดา
บาง ครั้งเวลาอ่านภาษาอังกฤษ แล้วเราไม่เข้าใจคำศัพท์ ผมมีวิธี ที่ผมเองก็ทำประจำ คือ เดาครับ อ่านหาใจความโดยรวมของเรื่องที่เราอ่าน บางครั้งเจอคำยากๆ เราก็ลองเดาว่ามันแปลว่าอะไร

ข้อ 9. Give yourself time ให้เวลากับตัวเอง
หมาย ถึงให้เวลากับตัวเองในการฝึกภาษาอังกฤษ จะบ่อยจะถี่แค่ไหนก็ขึ้นกับตัวเรา ไม่ใช่เห็นภาษาอังกฤษเป็นเรื่องน่าเบื่อ ก็ไม่สนใจที่จะขวนขวายหรือเรียนรู้ การมาอ่านบลอคของผม วันสองวันต่อครั้ง ก็ถือว่าคุณแบ่งเวลาตัวเองนิดเดียวไม่กี่นาทีในการฝึกภาษาอังกฤษเหมือนกัน

ข้อ 10. Read read read อ่าน อ่าน และก็อ่าน
ข้อ สุดท้ายคือหัดอ่านอะเป็นภาษาอังกฤษเยอะๆ เราจะได้ภาษาเข้ามาให้หัว จนบางทีเก่งขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ตัวผมเรียนในมหาวิทยาลัยอินเตอร์ ผมอ่าน textbook ทั้งเล่มมาแล้วก็มี สิ่งที่ผมได้ ผมได้ทั้งคำศัพท์เฉพาะทางก็มีเยอะแยะ

ข้อโบนัสแถม Find a foreign friend หาเพื่อนฝรั่ง
มีเพื่อนฝรั่ง ทำให้เราได้ฝึกใช้ภาษา และมีครูที่แนะเราได้อยู่ใกล้ตัว ถ้าให้ดีและได้ผลดีที่สุดนะครับ หาแฟนฝรั่งเลยมั๊ย

ขอขอบคุณ http://streetenglish.exteen.com